ปัญหาคลาสสิกของหัวหน้างานหลายท่าน คือการสร้างแรงจูงใจให้ลูกทีม ให้คนมีพลัง มีความตั้งใจในการทำงาน และการคิด

แก้ปัญหาเรียนรู้และพัฒนาตนเอง อย่างที่ใจเราอยากให้เขาเป็น

พูดดังนี้ เราจะเห็นทันทีว่า เรามีความอยากให้เขาเป็นอย่างหนึ่ง โดยที่เจ้าตัวอาจอยากด้วยหรือไม่ก็ตาม

นั่นแหละสาเหตุที่ทำให้การจูงใจมนุษย์คนอื่นเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะต่างคนต่างมีสิ่งที่เป็นแรงจูงใจต่างกันและนั่นเอง จึงเป็น

ที่มาว่าทำไม หัวหน้าส่วนใหญ่ ใช้วิธีที่ผิด!!!

เพราะส่วนใหญ่ เราจะใช้วิธีพูดให้อีกคนหนึ่งร่วมมือ ทำในสิ่งที่เราต้องการให้เขาทำ ด้วยเหตุผลที่เราคิดว่าดีสิน่า แต่เราลืม

ไปว่า นั่นเป็นแค่เหตุผลของเรา เป็นแค่แรงจูงใจของเรา ซึ่งอาจจะต่างไปโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่เป็นแรงจูงใจของเขา

ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยคือ หัวหน้าพยายามพูดบอกให้ลูกน้องกระตือรือร้น รับอาสาทำงานมากขึ้น เพื่อให้ได้เติบโตก้าวหน้า

(และนั่นก็เป็นวิถีของหัวหน้า และวิธีที่ช่วยให้หัวหน้าเติบโตมาได้) แต่สำหรับลูกน้อง เขาไม่ได้อยากได้สิ่งนั้น!!! เขาไม่ได้อยาก

เติบโต อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยากเติบโตไปทำหน้าที่หัวหน้าอย่างที่เขาเข้าใจว่าต้องทำ

ในหนังสือ Why Motivating People Doesn’t Work ผู้เขียนคือ ซูซาน ฟอลเล่อร์ ให้ข้อคิดว่า

1. แรงจูงใจเป็นของส่วนบุคคล สิ่งที่จูงใจคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่สิ่งที่จูงใจอีกคนหนึ่งก็ได้

2. ในเมื่อแรงจูงใจเป็นของส่วนตัว การสร้างมัน ก็ทำได้โดยเจ้าตัวนั่นเอง

3. การสร้างแรงจูงใจเป็นทักษะที่ทุกคนต้องเรียนรู้ และสามารถฝึกให้ตัวเองเก่งขึ้นได้

4. ดังนั้น หน้าที่ของหัวหน้า ไม่ใช่การสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้อง (นั่นคือการยัดเยียดสิ่งสำคัญของเราให้เขา)

   แต่เป็นการช่วยให้ลูกน้องสามารถค้นพบสิ่งจูงใจของตนเองได้

สิ่งจูงใจระดับสูงสุดของมนุษย์ คือ ค่านิยม หรือนามธรรมที่เราเห็นว่าสำคัญที่สุดในชีวิตของเรานั่นเอง (ซึ่งทฤษฎีของซูซาน

ฟอลเล่อร์ ตรงกับทฤษฏีของมาสโลว์ที่เป็นที่ยอมรับกัน ว่าระดับแรงจูงใจสูงสุด คือการได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา

เป็นสิ่งเดียวกับคุณธรรมหรือนามธรรมที่เราเห็นว่าเป็นตัวเรา) เช่น ความรัก ความมีวินัย ครอบครัว ความเพียร ความฉลาด

รอบรู้ ความสนุกสนาน ความช่วยเหลือจุนเจือ เป็นต้น ซึ่งเราแต่ละคน มีค่านิยมที่ต่างกัน

หัวหน้าที่ดี จะคอยสังเกต พูดคุย หรือแม้กระทั่งถามคำถามต่าง ๆ ตรง ๆ เพื่อช่วยลูกน้องค้นพบว่าอะไรสำคัญสำหรับเขา

ตัวอย่างเช่น ลูกน้องคนแรก ชอบปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้คือสัญลักษณ์ของความเจริญเติบโตอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง เขาดีใจ

ทุกครั้งที่ได้รดน้ำและสังเกตเห็นมันโต ลูกน้องคนนี้ก็คงชอบการค่อย ๆ พัฒนาตัวเองอย่างช้า ๆ แต่คงเส้นคงวา

ส่วนลูกน้องอีกคนอาจชอบปลูกต้นไม้เหมือนกัน เพราะชอบความร่มรื่นสวยงาม การมีบ้านที่ร่มรื่นสวยงาม บ่งบอกถึงความ

สงบสุขในครอบครัวและการเป็นผู้ดูแลครอบครัวที่ดี ลูกน้องคนนี้อาจเปิดรับงานใหม่ ๆ ถ้าคุณเชื่อมโยงให้เขาเห็นได้ว่า

การทำงานนี้เก่งด้วย เขาจะเป็นผู้ดูแลครอบครัวที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ตัวอย่างสั้น ๆ เพียงสองตัวอย่าง แสดงให้เราเห็นว่า จริงอยู่ที่มนุษย์มีความซับซ้อนและลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เรียบง่าย คือการ

แสดงความสนใจและเอาใจใส่ผู้อื่นนั่นแหละ ที่จะเพิ่มภาวะความเป็นผู้นำของคุณ

เขียนโดย อ.เอ้ อิศรา  สมิตะพินทุ