โรคคลาสสิคที่ระบาดในหลายๆ ออฟฟิสคือโรคยุ่ง ทุกคนทุกแผนก

ยุ่งกันทั้งวัน แต่ทำมั๊ยทำไม งานก็ไม่ค่อยเสร็จกันซักที ประชุมกันมากมายแต่ก็ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ (อ่านต่อ)

 

ความโชคดีที่ดูเหมือนเป็นโชคร้ายของมนุษย์คือ สมองคนเราจะโฟกัสได้ทีละอย่างเท่านั้น การที่เรา multitask

หรือทำหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้สมองต้อง switch track กดปุ่ม เปิด ปิดสลับงานตลอดเวลาเหมือนเครื่องจักร ที่พอจะ

เปลี่ยนล็อตผลิตแต่ละทีก็ต้องปิดทั้งสายผลิตแล้วเปิดใหม่ ตั้งค่าเครื่องใหม่อีกรอบเป็นการเสียพลังงานและทำให้ประสิทธิภาพ

ต่ำลง

 

เมื่อสมองถูกแทรกงานไปมา ก็มีโอกาสผิดพลาดสูง แถมเราทำงานหนึ่งอยู่ ก็คิดว่างานสองจะทำยังไงดี ทำงานสองอยู่ก็แอบ

กังวลว่างานสามจะทันไหม ทำงานสามไปคิดงานหนึ่ง เรื่อยไปอย่างนี้ สรุปคือ ไม่มีงานไหนเลยที่เราจะตั้งใจเต็มที่ในขณะที่ทำ

ความชาญฉลาดเฉียบคมของเราก็ไม่ได้ใช้เต็มที่ มีคำตอบที่ดีกว่านี้ก็มองไม่ออก

ความสร้างสรรค์และทางออกของปัญหายากๆ จะมาเมื่อใจจดจ่อกับสิ่งนั้นในภาวะใจสบายๆ หรือที่เรียกว่า flow

แต่ความวุ่นวายที่เกิดจากการปิดเปิดสับรางสมองตลอดเวลา ก็ปิดกั้นเราไม่ให้เข้าถึงศักยภาพตรงนั้นเท่าที่ควรเป็น

ที่อเมริกามีการวิจัยตรงนี้โดย Dr. Richard Davison กับคณะศึกษาได้ทำการสุ่มโทรศัพท์หาคนอเมริกันจำนวนมาก

แล้วถามเพียงสามคำถาม คือ

(1) ทำอะไรอยู่

(2) ในหัวกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

(3) มีความสุขแค่ไหน

 

เขาพบว่าคนที่คิดวิเคราะห์ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าจะมีความสุขมากกว่า และการทดลองทางคลื่นสมองก็ยืนยันว่า ส่วนของ

สมองที่หลั่งสารความสุขจะทำงานได้ดีกว่า เมื่อเราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา การทำงานหลายอย่าง หรือคิดในสิ่งอื่นที่

ไม่ใช่สิ่งตรงหน้า นอกจากจะไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังไม่มีความสุขด้วย แต่อย่าเพิ่งสับสนว่า อินสปายราแนะนำให้ทำวันละ

อย่างนะคะ

       

ในวันนึงคุณสามารถทำหลายอย่างได้แต่ขอให้ทำ ขณะละอย่างคือให้ใจอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เช่น อยู่ในห้อง

ประชุมก็คิดเรื่องที่ประชุมและให้มันเต็มที่เรื่องนั้นไป 

ถ้าทำได้ ทุกๆขณะของคุณจะชัดเจน คุณจะรู้สึกยุ่งวุ่นวายน้อยลง มีความชัดเจนของการบริหารเวลาแต่ละวันมากขึ้น

ลองฝึกดูแล้วมานำผลมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

เขียนโดย อ.เอ้ อิศรา  สมิตะพินทุ