คุณเคยเจอคนที่มีทัศนคติแย่ ๆ ไหม ?  คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนง่ายหรือยาก ?

แล้วคุณเคยเจอคนที่มีทัศนคติดี ๆ ไหม ?  คุณคิดว่าอะไรทำให้เขาเป็นอย่างนั้น ?

มีหลายคำที่ใช้พูดถึงสิ่งเดียวกัน คือ ทัศนคติ มุมมอง กรอบความคิด หรือถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะพบคำว่า mindset,

attitude, perspective ซึ่งไม่ว่าจะใช้คำใด ก็มีความหมายครอบคลุมถึง กระบวนการของการตีความเหตุการณ์ต่าง ๆ

ที่พบเจอ ซึ่งโยงให้เกิด ความรู้สึกแบบหนึ่ง และมีข้อสรุปแบบหนึ่ง และอาจถูกสะท้อนออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ

แบบหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ไม่ว่าจะใช้คำไหน คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ทัศนคติเป็นเรื่องที่เปลี่ยนยาก (จริงหรือ ?)

จริง ๆ แล้ว ทัศนคติคือนิสัยทางความคิด “นิสัย” ก็คือสิ่งที่เราทำเป็นประจำ ทำซ้ำ ๆ จนมันกลายเป็นความเคยชิน

เป็นอัตโนมัตินั่นเอง ดังนั้น ทัศนคติก็คือความคิดที่เราคิดซ้ำ ๆ นั่นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น

เมื่อมองอย่างนี้ เราจะเห็นว่า ถึงแม้สิ่งที่เราเคยชินจะเป็นสิ่งเปลี่ยนยาก แต่เมื่อมันเป็นเพียงความเคยชิน เราก็ฝึกให้

ตัวเองเคยชินต่อสิ่งใหม่ได้ เราฝึกได้ เราเปลี่ยนได้!  เช่น เมื่อเราออกจากบ้านเจอรถติด เราก็คิดกับตัวเองว่า

“น่าเบื่อจังวุ้ย” พอเข้าที่จอดรถต้องวนอยู่นาน เราก็คิดกับตัวเองว่า “เซ็งว่ะ”

พอเดินเข้าออฟฟิสมาเห็นเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มคุยกัน เราก็คิดกับตัวเองว่า “พวกนี้น่ารำคาญ เอาแต่เม้าท์คนอื่น” คนที่

พบเห็นอะไรแล้วคิดแบบนี้ ก็จะชินและมีทัศนคติไปในทางลบคือ เบื่อหน่ายชีวิตและผู้คน

ส่วนอีกคน เจอเหตุการณ์เดียวกันอาจคิด (ซึ่งก็คือการแปลความ) ต่างกัน เช่น รถติดอาจคิดว่า “คนไทยนี่จริง ๆ รวยนะ

มีรถกันทุกคน” พอวนในที่จอดรถคิดว่า“ใกล้ละ ๆ ช่องหน้าต้องเป็นของเรา!” หรือเจอเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มคุยกันก็คิดว่า

“พวกเขาก็ฮาดีนะ” คน ๆ นี้ก็จะชินและมีทัศนคติไปในทางบวกคือ เห็นชีวิตเป็นความสุขและความหวัง

ทำไมคนแรกและคนที่สองจึงคิดไม่เหมือนกัน ? คำตอบคือหลาย ๆ ปัจจัยรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก

หรือการได้รับอิทธิพลภายหลังเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว เช่น สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ คนที่เราคลุกคลีด้วยในชีวิต การเลือกอ่าน ฟัง

ดูหนังดูละครแบบใดแบบหนึ่ง ทุกอย่างล้วนมีผลต่อทัศนคติของเรา โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจเลือก

แต่ข่าวดีคือ เราเลือกได้! การอ่าน ฟัง คลุกคลีกับคนที่มีทัศนคติคล้ายกัน เราสามารถเรียนรู้สิ่งดี ๆ จากเขาและเป็นคล้าย

เขามากขึ้นเราสามารถสอนสมอง สอนใจของเราได้ คนที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ดี อาจจะโชคดีเพราะได้สัมผัสและซึมซับสิ่งดี ๆ

โดยไม่รู้ตัว แต่คนที่ไม่มี เราสามารถหามาให้ตัวเองได้ด้วยการอ่านและฟัง เพียงแต่เราต้องกลั่นกรอง เลือกอ่านหนังสือดี ๆ

เลือกฟังคนที่เขาประสบความสำเร็จและเป็นคนดี แล้วเราจะค่อย ๆ ทำตามเขาเป็น

คนที่เรียนการเขียนซอฟต์แวร์จะเคยได้ยินว่า Garbage in, Garbage out คือเมื่อใส่ข้อมูลขยะไม่น่าเชื่อถือ ผลก็ออกมา

เป็นการวิเคราะห์ขยะไม่น่าเชื่อถือ สมองและใจก็เหมือนกัน หันมาใส่ใจกับสิ่งที่เราใส่ให้สมองและจิตใจของเราทุก ๆ วันกันเถิด

ฝึกสมองและอบรมจิตใจของเราให้ไปในทางที่มีประโยชน์และความสุข

ทุกคนทำได้และเป็นสิ่งที่เราแต่ละคนต้องทำเอง!

เขียนโดย อ.เอ้ อิศรา  สมิตะพินทุ